Thursday, August 14, 2008

มาสืบหาต้นตอของปัญหาระบบการศึกษากันเหอะ

หลังจากที่เพื่อนๆรู้ข้อเท็จจริงต่างๆข้างล่างนี้แล้ว ก็อยากให้มาดูข้อเสนอของฝ่ายต่างๆที่เข้ามาเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องระบบการศึกษาและลองมาเปรียบเทียบดูกับแนวนโยบายของพรรคต่างๆ แล้ววิเคราะห์แนวโน้มความเป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหาการศึกษาไทยในอนาคตนะคะ แล้วก็มาหาต้นตอของปัญหากันว่าทำไมประเทศไทยจึงแก้ไขปัญหาเรื่องระบบการศึกษาไม่ได้ซักทีทั้งๆที่มีทั้งข้อเสนอดีๆต่างๆเหล่านี้อยู่แล้ว
****************************************
การแก้จุดอ่อนการศึกษาไทย
1. ข้อเสนอธนาคารแห่งประเทศไทย
ได้แก่
1)จุดอ่อนที่เด็กอายุก่อน6ขวบซึ่งเป็นช่วงเหมาะสมที่สุดในการพัฒนา โดยธนาคารแห่งประเทศไทย มองว่าควรจะเพิ่มทั้งการอบรมสั่งสอนและการให้ความรู้ ซึ่งจะดีมากหากเพิ่มการศึกษาภาคบังคับจาก12ปี เป็น15ปี ให้เริ่มการสนับสนุนจากเด็กอายุประมาณ3ขวบ เพื่อให้เด็กไปโรงเรียนเร็วขึ้น ซึ่งรัฐบาลควรให้การอบบรมผ่านครูและการให้กินนมหรืออาหารเสริมจากโรงเรียนได้ซึ่งดีกว่าการให้เงินพ่อแม่
2) ต้องยกระดับโรงเรียนของรัฐบาลและโรงเรียนในชนบทให้เท่าเทียมกับโรงเรียนเอกชน เพื่อลดช่องว่างคนรวยและคนจนให้ห่างกันน้อยลง
3)ดูแลครูเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการเสริมความรู้ การดูแลด้านหนี้สิน และปรับโครงสร้างเงินเดือนให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้
4)ความไม่เท่าเทียมโอกาสทางการศึกษา คนภาคอีสานได้รับการศึกษาน้อยกว่าภาคอื่น และเด็กที่มีฐานะดีมีการศึกษาที่ดีกว่า
5 การลงทุนด้านงบประมาณของรัฐ ควรเน้นลงทุนในช่วงวัยเด็กเล็ก เพราะเป็นช่วงที่ทำให้เด็กมีประสิทธิภาพจากการลงทุนสูงสุด แต่ปัจจุบันไทยลงทุนด้านอุดมศึกษาสูงกว่า ไทยควรวางนโยบายการพัฒนาคนต้องกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันมากขึ้นทั้งโรงเรียน บริษัท และตลาดแรงงาน โดยใช้ระบบภาษีมาจูงใจ

2. แก้จุดอ่อนการศึกษาไทย
ข้อเสนอจากนักวิชาการศึกษา
นักวิชาการศึกษาทั้งหลายส่วนใหญ่ได้ สรุปว่าปัญหาใหญ่การศึกษาไทยอยู่ที่ผลผลิตที่ยังไม่ดีพอ คือการคิดและการอ่าน
ปัญหาด้านทักษะการคิดของไทยมี4ประการคือ
1.คิดผิด:คิดแบบเอาเปรียบ,คิดเรียนลัด,คิดเก็งกำไร
2.คิดไม่เป็น :ตามผู้อื่น,เลียนแบบ,เชื่อเพราะผู้พูดเป็นผู้ใหญ่หรือผู้อาวุโส
3.ไม่คิด: ติดนิสัยพึ่งพาผู้อื่น,เชื่อตัวบุคคล,เชื่อนักวิชาการ,เชื่อหนังสือพิมพ์โดยไม่ไตร่ตรอง
4.คิดแล้วไม่ทำ ประชุมเสร็จก็เลิกรา, ปล่อยให้คนที่รับผิดชอบไปทำคนเดียว, ไม่ช่วยระดมในรูปกลุ่ม ดังนั้น

การแก้วิธีคิดให้ถูกจุดทำได้ 2วิธีคือ
ก. ต้องสอนให้คิดได้ 10มิติ ได้แก่
1. คิดเชิงวิพากษ์ ค้นหาจุดดีจุดอ่อน
2. คิดเชิงวิเคราะห์ จำแนกแจกแจง, หาเหตุผล
3. คิดเชิงสังเคราะห์ นำข้อมูลไปรวมกันเป็นสถานการณ์ใหม่
4. คิดเชิงเปรียบเทียบ ชั่งน้ำหนัก เชื่อมโยงกับสิ่งอื่น
5. คิดเชิงมโนทัศน์ คิดถึงแก่น,หลักการ,ปรัชญา
6.คิดเชิงประยุกต์ นำไปทดลองใช้ในรูปแบบอื่น
7.คิดเชิงกลยุทธ ค้นหากลอุบายทางเลือกไปสู่ความสำเร็จ
8.คิดเชิงบูรณาการ คิดแบบผสมผสาน,ใช้ความรู้รอบด้านมาตอบ
9.คิดเชิงสร้างสรรค์ คิดสร้าง,ค้นหาสิ่งแปลกใหม่ไม่เคยมีมาก่อน และ
10.คิดเชิงอนาคต วาดไปในอนาคต คาดการณ์จะเกิดอะไรขึ้น

และแก้วิธีคิดให้ถูกจุดด้วยการสอนโดยถ่ายทอดให้เรียนรู้และคิดด้วยตนเอง ได้แก่
1. ผสมผสานสรรพวิชาเข้าด้วยกัน
2. ให้รู้จักเรื่องใกล้ตัวก่อน แล้วจึงขยายวงออกไป
3.
รู้จักตนเองก่อน จึงรู้จักผู้อื่น กลุ่มอื่น
4. นำเรื่องที่เหมาะสมกับตนเองมาก่อน ง่ายก่อน
5. ให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคม
6. ไม่ติดยึดตำรา แหล่งเรียนรู้แหล่งเดียว อ่านให้มาก
7. เปิดใจให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ไปค้นหาเพิ่มเติม
8. ทำให้ผู้เรียนรู้ว่ามีสิ่งที่รู้แล้วแต่ยังไม่รู้อีกมาก ต้องใฝ่รู้มากขึ้น
9.
สอนให้ฟังไปอ่านไปแล้วคิดตามไปด้วย

การ แก้จุดอ่อนการศึกษาไทยด้านการคิดของนักศึกษาต้องแก้ที่อาจารย์ระดับอุดมศึกษาให้เกิดการสอนแบบมืออาชีพ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ใช้การบรรยาย ซึ่งไม่ช่วยให้เกิดการกระตุ้นการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษา ตัวอาจารย์จึงต้องปรับปรุงตนเอง คือ
1.เน้นการสอนเพื่อการถ่ายทอดความรู้น้อยลง เพราะ นักศึกษาเข้าถึงแหล่งความรู้ได้หลากหลายผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่
2.เน้นพัฒนาทักษะเรียนรู้และเข้าถึงความรู้ด้วยตนเองมากขึ้น
3.เน้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียนมากขึ้น
4.เน้นพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหามากขึ้น ซึ่งเป็นจุดอ่อนของการศึกษาไทยทุกระดับและ
5.เน้นบูรณาการการเรียนกับการทำงานมากขึ้น

3. แก้จุดอ่อนการศึกษาไทยด้านการอ่าน
ศาสตราจารย์นายแพทย์ ประเวศ วะสี ได้ชี้ชัดว่าการที่คนไทยอ่านน้อยคือต้นตอวิกฤตของบ้านเมือง จึงควรแก้ไขโดย
1. ส่งเสริมให้มีชมรมรักการอ่านในทุกหมู่บ้าน
2. จัดหาหนังสือนิทานดีๆ ให้ทุกครอบครัวอ่าน โดยเฉพาะให้ลูกอ่าน
3. แจกจ่ายหนังสือเด็กเล่มแรกให้ทุกครอบครัวที่มีเด็กเกิดใหม่ เพื่อรณรงค์รักการอ่าน
4.ฟื้นฟูการอ่านในระบบการศึกษาจากอดีตที่มีวิชาการสอนย่อความ อ่านจับใจความในระบบการศึกษาทุกระดับ
5.จัดประกวดการอ่านทั้งแผ่นดินในรูปแบบเดียวกับการสอบจอหงวนของจีน ให้เกิดวัฒนธรรมเชิดชูการอ่าน
6.รัฐต้องจัดทำรายการอ่านทางสถานีโทรทัศน์ และ
7.รวบรวมศิลปินสร้างประติมากรรมสัญลักษณ์ให้ทุกวัยรักการอ่าน (ตัวอย่างที่เมืองเปียงยาง เกาหลีเหนือ มีประติมากรรมขนาดใหญ่เป็นรูปเยาวชนหนุ่มสาวถือหนังสือ พร้อมเขียนข้อความปลุกระดมให้หนุ่มสาวต้องมีหนังสือติดมือตลอดและอ่านทุกที่ทุกครั้งที่มีโอกาส)

การฝึกทักษะการอ่านเพื่อเรียนรู้ควรเป็นไปตามหลักการคือ
1.การสืบค้นสาระอ่านเพื่อสืบหรือดึงเนื้อหาที่อ่านออกมา
2.การแปลหรือตีความ เข้าใจข้อความที่อ่าน รู้ความหมาย
3.การประเมินข้อความที่ได้อ่าน นำมาคิด เปรียบเทียบ จำแนกหรือโต้แย้งจากมุมมองของตนเอง และ4. ความสามารถใช้ประโยชน์การอ่าน เช่นกางตำราทำกับข้าว อ่านฉลากก่อนกินยา การอ่านกรอกแบบฟอร์ม
ข้อเสนอการสอนเพื่อส่งเสริมการอ่าน ให้อ่านเร็ว อ่านมาก อ่านยาก อ่านทน อ่านเพราะ อ่านทำนองเสนาะ คือครูต้องปรับการสอนเน้นสื่อสารมากกว่าเน้นไวยากรณ์ เร่งงานวิจัยพัฒนาสร้างหลักสูตรวิธีสอนใหม่ๆให้ได้ผล ครูต้องเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเอง ต้องมีอุปกรณ์ช่วยสอน ต้องใช้ภูมิปัญญาของพ่อแม่ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ของลูก

3.ข้อเสนอการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยกระทรวงศึกษาธิการ (วิเคราะห์ล่าสุด ณ 23พฤศจิกายน 2550)
ปัญหาการศึกษามีสาเหตุจาก
1.คุณภาพผู้เรียนตกต่ำ
2.ขาดแคลนครูและบุคลากรทางการศึกษา
3.ยังไม่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสร้างการเรียนรู้
4.ระบบการศึกษาที่ส่งผลร้ายต่อคุณภาพการศึกษา เช่น การเลื่อนชั้นอัตโนมัติของนักเรียนขั้นพื้นฐาน ระบบเด็กฝาก
5 โรงเรียนขนาดเล็ก 1ใน 3 อ่อนล้า และ
6.ขาดส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคม

จึงต้องแก้ไขให้ถูกจุดด้วยยุทธศาสตร์หลัก 6 ประการดังนี้
1) ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน เช่นเด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการเตรียมความพร้อมอย่างน้อย 1 ปี ก่อนเข้า ป.1 ทบทวนเกณฑ์/ปรับปรุงวิธีการวัดและประเมินผลผู้เรียน เร่งทบทวนเกณฑ์การจบหลักสูตรแต่ละช่วงชั้นและระบบการเรียนแบบหน่วยกิต จัดให้มีระบบแนะแนวให้ผู้เรียนรู้จักตนเองและสาขาอาชีพต่างๆ จัดให้มีศูนย์ข้อมูลกำลังคนอาชีวศึกษา จัดให้มีระบบฐานข้อมูลสาธารณะอุดมศึกษา และจัดการส่งเสริมการอ่านให้เป็นระเบียบวาระแห่งชาติ
2)ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา โดยขอคืนอัตราเกษียณและเกษียณก่อนกำหนด และวงเงินคืน 100% ยกเลิกระบบครูอัตราจ้าง จัดให้มีระบบคัดสรรครูที่มีคุณภาพ ปรับเกณฑ์กำหนดอัตราครูด้วยภาระงานให้ชัดเจน และมีบุคลากรสายสนับสนุนให้เหมาะสมพอเพียง และจัดให้มีสถาบันเฉพาะทางด้านการผลิตและพัฒนาครูเป็นลักษณะสถาบันระดับชาติ (National Institute of Education)
3)ยุทธศาสตร์การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา จัดทำแผนกลยุทธการใช้ICTปรับคุณภาพการสอน ช่วยแก้ปัญหาขาดครูโดยครูสอนนักเรียนจำนวนมากขึ้น ใช้การสร้างคลังข้อมูลจากโรงเรียนชั้นนำ ให้นักเรียนสร้างนวัตกรรมจาก ICT และให้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ด้วยตนเอง จะเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์National Education Network เร่งจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และระดมบริษัทเอกชนระดับโลกมาร่วมพัฒนา เช่น Intel ® Education Initiative Activities, Microsoft : Partnership in Learning, Google Apps

4)ยุทธศาสตร์การจัดระบบการศึกษาที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา ส่งเสริมสถานศึกษา พัฒนาระบบประกันคุณภาพภายใน โดยนำผลคะแนนวัดประเมินผลระดับชาติและผลคะแนนทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) มาประกอบ พัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถาบันอุดมศึกษาที่เชื่อมโยงกับการประเมินคุณภาพภายนอก จัดระบบคูปองเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้ด้อยโอกาส ขจัดระบบฝากนักเรียนและเก็บเงินบริจาค ยกเลิกระบบสอบผ่านโดยให้ซ่อมเสริมโดยเด็กอ่อนมากให้ซ้ำชั้น ระบบการสอนแบบท่องจำและสอบปรนัย และ ทบทวนระบบการรับนักเรียนทั่วไป นักเรียนเก่งพิเศษ นักเรียนพิการและนักเรียนด้อยโอกาส
5)ยุทธศาสตร์สร้างความเข้มแข็งของสถานศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพ กระจายอำนาจทั้งด้านวิชาการ บุคลากร งบประมาณและบริหารทั่วไป ส่งเสริมสถานศึกษาที่มีความพร้อมพัฒนาเป็นองค์การมหาชน ส่งเสริมธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา และการพัฒนาบทบาทนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัยให้มีบทบาทในการบริหารและจัดการศึกษา
6)ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาคุณภาพ ให้รัฐกำหนดนโยบายและเป้าหมายที่ชัดเจนในการสนับสนุนเอกชน ชุมชน ฯลฯ เข้ามาร่วมจัดการศึกษา มีกลไกส่งเสริมสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมจัดการศึกษามากขึ้น เช่น ลดหย่อนภาษี พัฒนา ทบทวนกลไกการมีส่วนร่วมบริหารจัดการโดยองค์คณะบุคคลทั้งระดับชาติ และระดับสถานศึกษา และช่วยเหลือโรงเรียนขนาดเล็ก พัฒนา"ระบบกลุ่มโรงเรียนเป็นฐาน (School System Based Management)"
6) ยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาอย่างมีส่วนร่วม ใช้การศึกษาสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้
สร้างโอกาสแห่งการเรียนรู้ สร้างบทบาทประชาสังคม ผู้ปกครองและชุมชนร่วมสนับสนุนและตรวจสอบ ส่งเสริมสื่อเพื่อการศึกษา ส่งเสริมบทบาทธุรกิจในการศึกษา และระดมความช่วยเหลือ

<<<<<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
นโยบายทางด้านการศึกษาของพรรคการเมือง (มติชน)
พรรคประชาธิปัตย์
• 1.ให้เด็กไทยทุกคนเรียนฟรีจริงตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 อย่างมีคุณภาพ
• 2.เมื่อจบการศึกษาแล้วต้องทำงานเป็น สร้างงานได้ มีงานทำ
• 3.เพิ่มศูนย์เด็กเล็กใกล้บ้านและที่ทำงานทั่วถึง และจะโอนงบประมาณให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตามกรอบค่าใช้จ่ายต่อหน่วยที่กำหนด

พรรคพลังประชาชน
• โครงการเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา กองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับ
รายได้ในอนาคต (กรอ.)
• ให้นักเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐานเรียนฟรีและแจกอุปกรณ์หนังสือชุดนักเรียนฟรี
• ส่งเสริมให้มีการทำงานและหารายได้เพิ่มในระหว่างการศึกษา
• แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา
• ส่งเสริมศูนย์ซ่อมสร้างโดยนักศึกษาอาชีวศึกษา (Fix It Center) และพัฒนาระบบคุณวุฒิวิชาชีพอาชีวศึกษา
• สร้างคลังความรู้ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ และอุทยานเพื่อการเรียนรู้
พรรคชาติไทย
• พัฒนาทารกก่อนคลอด สร้างศูนย์เด็กเล็กในที่ทำงาน
• มีกองทุนอาหารกลางวันประจำโรงเรียน
• เปลี่ยนเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะข้าราชการครูจากแผนการสอนสู่ผลสัมฤทธิ์ของศิษย์ เปลี่ยนบันไดเงินตอบแทน เป็นระบบผลสัมฤทธิ์ และยกเว้นภาษีเงินเดือนครู
• จัดห้องเรียนเฉพาะทางเพื่อเด็กพิการ เด็กพิเศษ เด็กไร้เอกสารแสดงตัว
• เน้นกระจายอำนาจการบริหารแก่ผู้บริหาร ครู และเพิ่มเงินอุดหนุนให้กับโรงเรียนที่ผ่านและไม่ผ่านการประเมินมาตรฐานจาก สมศ.
• ส่งเสริมให้ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการ
พรรคมัชฌิมาธิปไตย
• สร้างความเท่าเทียมในการจัดการศึกษาของประเทศ
จัดให้เรียนฟรีจากระดับอนุบาลจนถึงระดับปริญญาตรีของรัฐ
• ยกมาตรฐานการศึกษาเข้าสู่ระดับสากล
• จะไม่นำมหาวิทยาลัยรัฐออกนอกระบบราชการ
• แก้ไขโครงสร้างบุคลากรทางการศึกษา
• เปลี่ยนแปลงหลักสูตรการเรียนการสอนให้มีคุณภาพมากขึ้น
• จัดให้มีสวัสดิการบุคลากรทางการศึกษาให้ดีขึ้น รวมทั้งจัดตั้งกองทุนหมุนเวียนเพื่อการศึกษาให้แก่โรงเรียนของรัฐตามขนาดของโรงเรียน
พรรคเพื่อแผ่นดิน
• นโยบายความรู้ดี มีความสุข
• มาตรฐานการศึกษาเท่าเทียมกันทั่วประเทศ
• สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ปลูกฝังรักการอ่าน
• โรงเรียนสายพันธุ์ไอ พัฒนาสื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา สร้างโอกาสการเรียนรู้สำหรับคนพิการและเด็กด้อยโอกาส
• สนับสนุนการอาชีวศึกษาเข้าถึงคอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ต
• พัฒนาครูอาจารย์ พร้อมจัดสวัสดิการที่เพียงพอ
---------------------------------------------------------------------
เพื่อนๆจะเห็นได้ว่าทุกแนวความคิดล้วนแต่เป็นความคิดที่ดีในการแก้ไขปัญหาหมด แต่ทว่ามันยังขาดอะไรบางอย่างอยู่ ทำให้ปัญหานั้นแก้ไม่ได้ซะที และในเมื่อทุกอย่างกระจ่างหมดแล้วทำไมยังต้องมีการรอให้ใครสักคนเข้าไปช่วยแก้ปัญหาหรือ ปัญหานั้นกำลังถูกแก้ไขอยู่ เพียงแต่รอ ที่จะให้มันแสดงผลหรือ ว่าจะต้องรอเยาวชนรุ่นหน้าเข้ามาสานต่อในการแก้ไขปัญหาต่อไป หรือว่า ทุกๆฝ่ายต้องร่วมมือกันล่ะ ช่วยกันคิดวิเคราะห์ที

1 comment:

AmornTAR (^_^)/ said...

ชอบหัวข้อ
ปัญหาด้านทักษะการคิดของไทย
รู้สึกว่ามันตรงหนะ