Thursday, August 14, 2008

ข้อเท็จจริงเรื่องระบบการศึกษาของประเทศไทย

เคยทราบมาว่าการจะแก้ปัญหาระดับชาติอย่างใดอย่างหนึ่งให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีจำเป็นจะต้องมี 3 สิ่งประกอบกันอย่างลงตัว ดังนี้

1. ผู้คิืดริเริ่มจะต้องมีคุณธรรม เป็นคนดี มีจิตอาสา และมีแรงบันดาลใจโดยตรงต่อชีวิตของตัวเอง ที่จะทำเรื่องๆนั้นจริงๆ

2. พวกเขาเหล่านั้นจะต้องรู้ข้อเท็จจริงอย่างถ่องแท้ เข้าใจถึงสาเหตุของปัญหา ตลอดจนผลกระทบของปัญหาและจะต้องไปหาต้นตอของการแก้ปัญหานั้นที่ไม่สัมฤทธิ์ผลในอดีตให้พบก่อน ดังสุภาษิตจีนที่ว่า "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง" รู้เขาในที่นี้ก็เปรียบเสมือนปัญหาอ่ะนะ รู้เราก็หมายถึงรู้ศักยภาพของตัวเราว่าเราทำอะไรได้มากน้อยขนาดไหน แล้วควรจะไปทำอะไร จุดไหนน่ะ

3. ความพอดี ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ยากที่สุดเลยในการแก้ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งเลย
ตัวอย่าง เช่น ถ้าเรามี 1 และ 2 แต่เราไม่ได้ยืนอยู่ ณ จุดที่เราเข้าไปแก้ไขปัญหาได้ ความพยายามของเราที่จะแก้ไขปัญหาก็ไร้ค่า หรือ แม้กระทั่งถ้าหากคนที่มี 1 และ 2 แล้วยืนอยู่ตรงจุดนั้น แต่ไม่มีทรัพยากรและเครื่องมือที่จะช่วยแก้ปัญหา หรือขาดความร่วมมือในการแก้ปัญหานั้น ก็ไม่สามารถแก้ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น เรื่องแก้ไขปัญหาระดับชาติเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าที่จะทำได้ ซึ่งวันนี้ เพื่อนๆหลายๆคน คงจะมีข้อ 1 อยู่ในใจเรียบร้อยแล้ว แต่อาจจะขาดข้อ 2 อยู่บ้าง ซึ่งเราก็คงต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆกัน ศึกษาข้อมูลที่เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ

เริ่มกันเลยดีกว่า...........
เราต้องเข้าใจก่อนว่าเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ความคาดหวังต่อการศึกษาก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย
เริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 7 คนคาดหวังให้รู้พออ่านออกเขียนได้และสามารถประกอบอาชีพ
ยุค พ.ศ.2500 รู้เอาตัวรอดทันผู้คนในสังคม
ยุค พ.ศ. 2525 ต้องจัดการความรู้ในองค์กร
ยุค พ.ศ. 2540 สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้
ยุค พ.ศ.2550 รู้ดีเยี่ยมแข่งขันได้ในเวทีโลก และในยุคต่อไปล่ะ??? .......
ประเมินการศึกษาไทย
การประเมินผลคุณภาพหรือการจัดการศึกษาของแต่ละประเทศ สามารถดำเนินการได้หลายวิธี ตั้งแต่วิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อน กระบวนการที่เปรียบเทียบกันระหว่างประเทศ ใช้วิธีประเมินตนเอง หรือใช้การวิจัยสังเคราะห์ ในส่วนของประเทศไทยได้มีการประเมินคุณภาพและการบริหารจัดการการศึกษาสรุปได้ดังนี้
1.ใช้ดัชนีIMD (International Institute for Management Development) วัดความสามารถแข่งขันของประเทศโดยดูจาก4องค์ประกอบ20ดัชนีซึ่งรวมสมรรถนะด้านการศึกษาไว้ด้วย องค์ประกอบที่ใช้วัดวัดความสามารถแข่งขันของประเทศ ได้แก่
1) สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ( 5 ดัชนี: 1. เศรษฐกิจภายใน 2. การค้าระหว่างประเทศ 3.การลงทุนระหว่างประเทศ 4.การจ้างงาน และ 5. ค่าครองชีพ )
2) ประสิทธิภาพของภาครัฐ (5 ดัชนี : 1. การเงินภาครัฐ 2. นโยบายการคลัง
3. กรอบดำเนินงานด้านสถาบัน 4. กฎระเบียบด้านธุรกิจและ 5. กรอบการดำเนินงานด้านสังคม)
3) ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (5 ดัชนี: 1. ผลิตภาพและประสิทธิภาพ
2. ตลาดแรงงาน 3. การเงิน 4. การบริหารจัดการ และ 5. ทัศนคติและค่านิยม )
4) โครงสร้างพื้นฐาน (5 ดัชนี: 1. โครงสร้างพื้นฐาน 2. โครงสร้างเทคโนโลยี
3. โครงสร้าง 4. สุขภาพและสิ่งแวดล้อม และ 5. การศึกษา )
ซึ่งผลการประเมินปี 2007 พบว่าประเทศไทยได้คะแนนเพียง 57.758 ห่างจากอันดับ สหรัฐอเมริกาที่ได้ร้อยคะแนนเต็มเกือบเท่าตัว
ดัชนีIMDวัดความสามารถแข่งขันของประเทศโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา ดัชนี 10 ตัว
จากดัชนีIMDด้านการศึกษาของประเทศไทยพบว่า
1)อัตราส่วนนักเรียนต่อครูประถม ครู1คนต้องรับภาระนักเรียน : ปี2550 ไทยได้อันดับที่ 43
ครู 1คน ต่อ นักเรียน 20.68 คน
2) อัตราส่วนนักเรียนต่อครูมัธยม ครู1คนต้องรับภาระนักเรียน : ปี2550 ไทยได้อันดับที่ 48
ครู 1คน ต่อ นักเรียน 21 คน
3) อัตราเข้าเรียนมัธยมสุทธิ จำนวนนักเรียนมัธยมอายุ12-17ปีที่เรียนเต็มเวลาต่อประชากรวัยเรียนเดียวกัน : ปี2550 ไทยได้อันดับที่ 46 อัตราเข้าเรียนร้อยละ 72
4) อัตราการไม่รู้หนังสือของผู้ใหญ่อายุ15ปีขึ้นไป: ปี2550 ไทยได้อันดับที่ 43 อัตราการไม่รู้หนังสือของผู้ใหญ่ร้อยละ7.4
5) การลงทุนทางการศึกษา จากค่าใช้จ่ายการศึกษาของรัฐต่อผลิตเกณฑ์มวลรวมในประเทศหรือGDP : ปี2550 ไทยได้อันดับที่42
ลงทุนการศึกษาร้อยละ4.1ของGDP
6) ผลสัมฤทธิ์อุดมศึกษา จำนวนประชากรอายุ25-34ปีที่จบอุดมศึกษา: ปี2550 ไทยได้อันดับที่39
อัตราผู้สำเร็จอุดมศึกษาร้อยละ18
7) การถ่ายโอนความรู้ระหว่างภาคธุรกิจกับมหาวิทยาลัย การศึกษาตอบสนองภาคธุรกิจ ตลาดแรงงาน : ปี2550 ไทยได้อันดับที่42 มีการถ่ายโอน 3.63 คะแนน
8) การตอบสนองความสามารถในการแข่งขันของระบบการศึกษา : ปี2550 ไทยได้อันดับที่38 การตอบสนองได้ 3.83 คะแนน
9) การตอบสนองความสามารถในการแข่งขันของการศึกษาระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยสนองต่อภาคเศรษฐกิจและการแข่งขัน : ปี2550 ไทยได้อันดับที่39 การตอบสนองได้ 4.46 คะแนน
10) ทักษะด้านภาษาที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ประกอบการ : ปี2550 ไทยได้อันดับที่48 ทักษะด้านภาษาได้ 3.71 คะแนน

2. ประเมินการศึกษาไทยด้วยวิธีของThe OECD Programme for International Student Assessment (PISA) : วัดคุณภาพนักเรียน พบว่า จากรายได้ประชาชาติ ปี2003 ประเทศไทยมีอัตราส่วนงบประมาณการศึกษาต่อรายได้ประชาชาติอยู่ในระดับค่าเฉลี่ยหรือคาบเส้น คะแนนการอ่าน ไทยลำดับที่32หรือ431คะแนนจาก41ประเทศ (ปี2000) คะแนนคณิตศาสตร์ ไทยลำดับที่ 32 จาก41ประเทศ ปี2000 คะแนนวิทยาศาสตร์ ไทยลำดับที่32 จาก41ประเทศ ปี2000 ทักษะการแก้ปัญหา ไทยลำดับที่ 34 ปี2003 และ ทรัพยากรโครงสร้างพื้นฐาน ปี2003 ไทยไม่ขาดแคลน
จากการประเมินของPISA ได้ระบุถึงปัจจัยส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กไทยดังนี้
1 ) เวลาเรียนของนักเรียนไทยน้อยกว่าที่อื่น
2) ด้าน ทรัพยากรโครงสร้างพื้นฐานเช่นงบประมาณ อาคาร สถานที่มีความสัมพันธ์ต่ำกับ คะแนนคณิตศาสตร์ แต่ ทรัพยากรการเรียนเช่นสื่อการการสอน หนังสือเรียน ส่งผลต่อผลการเรียนรู้โดยตรง
3 ) ขาดครูที่สามารถสอนได้ดี และ
4 ) ภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัว
PISAยัง พบจุดอ่อนการเขียนของนักเรียนไทยอายุ15ปีหลายประเด็นได้แก่เขียนหนังสือผิดและสะกดผิดพบมากที่สุด ใช้คำผิด ไม่สามารถแยกแยะระหว่างภาษาพูดกับภาษาเขียน เรียงประโยคไม่เป็น เขียนไม่เป็นประโยค และเรียบเรียงความคิดลงเป็นการเขียนไม่ได้ วกวน หาจุดสำคัญไม่ได้ Lack of writing skill

3. การประเมินคุณภาพการจัดการศึกษาของธนาคาร(World Bank)วัดจากการกระจายการใช้งบประมาณเพื่อการศึกษา พบว่าไทยจัด งบประมาณในระดับมัธยมศึกษาน้อยกว่าระดับอุดมศึกษา ซึ่งน่าจะปรับให้มากขึ้นในระดับมัธยมศึกษาที่เป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน
4. วัดจากงบประมาณการศึกษาในช่วงปี 2000-2008 พบว่าปี 2549 สัดส่วนต่อGDPเท่ากับร้อยละ3.41 ปี2550 สัดส่วนเท่ากับร้อยละ3.86 และ ปี2551สัดส่วนเท่ากับร้อยละ 3.32 ซี่งสรุปต่ำกว่าเกณฑ์ทุกปี แต่ยูเนสโกแนะนำงบการศึกษาต่อGDPที่เหมาะสมควรอยู่ที่ระดับสัดส่วนร้อยละ 8
5. ยูเนสโกวัดจากดัชนีการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประเทศไทยอยู่อันดับ61จาก190 ประเทศ

1 comment:

AmornTAR (^_^)/ said...

น่าคิดๆ ข้อมูลแน่นจริงๆหวะ
หามาจากไหนเนี่ย