Thursday, August 14, 2008

แชร์ลูกโซ่ ธุรกรรมแห่งความโลภ

แชร์ลูกโซ่ เป็นขบวนการที่มีลักษณะชวนคนมาเป็นสมาชิก โดยต้องจ่ายค่าสมัครและมีหน้าที่ไปชวนคนอื่นมาสมัครเป็นสมาชิกต่อเนื่อง หากมีคนมาสมัครก็จะได้ค่าคอมมิชชั่น(ค่าหัวคิว)จนได้เงินที่จ่ายไปครั้งแรกคืน และสมาชิกจะหาสมาชิกใหม่ต่อไปเรื่อย ๆ จนเป็นเครือข่ายพีระมิด
ซึ่งวิธีการจะคล้ายกับการขยายฐานสมาชิกของธุรกิจขายตรงแบบหลายชั้น (MLM) ในประเทศไทย ถือว่า แชร์ลูกโซ่ผิดกฎหมาย จึงมีการแอบแฝง สร้างฉากเอาธุรกิจมาบังหน้า ทำทีว่าเป็นบริษัทขายสินค้า และบริการสาระพัดสาระพัน แต่โดยเนื้อแท้แล้วบริษัทพวกนี้มุ่งที่จะเอาเงินสมาชิกใหม่ มาหมุนใช้และจ่ายค่าตอบแทนสมาชิกเก่า ซึ่งโดยธรรมชาติของแชร์ลูกโซ่มันจะมีระยะเวลา เมื่อครบวงจร จะไม่สามารถหาเงินมาตอบแทนสมาชิกทั้งหมดได้ เมื่อนั้นบรรดามิจฉาชีพก็จะปิดกิจการ หลบหนีไปสร้างความเสียหายให้กับสมาชิกที่ร่วมลงทุน


วิธีสังเกตเบื้องต้นว่ากิจการที่จะเข้าไปร่วมลงทุนนั้น เป็นแชร์ลูกโซ่แฝงตัวมาหรือไม่ ก็ให้พิจารณาจาก

1. ค่าสมัครสมาชิกค่อนข้างสูงและถูกบังคับให้ต้องซื้อสินค้าพร้อมกับการสมัคร ซึ่งเริ่มตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่น ในขณะที่ธุรกิจขายตรงจริง ๆ ค่าสมัครสมาชิกจะไม่สูง เพราะเป็นแต่เพียงค่าธรรมเนียม ค่าเอกสาร
2. ไม่สนใจที่จะขายสินค้าหรือบริการ แต่จะเน้นที่การหาสมาชิกใหม่ ว่าหาได้กี่คน ได้ผลตอบแทนกี่หมื่น กี่พัน และสินค้าที่นำมาขายบังหน้าก็มักจะเป็นของไม่มีคุณภาพ ไม่ระบุแหล่งผลิตที่ชัดเจน อวดอ้างสรรพคุณพิสดารเกินจริง
3. รายได้ค่าตอบแทนสมเหตุสมผลกับการทำงาน เพราะไม่มีธุรกิจใดที่จะลงทุนต่ำแล้วให้ผลตอบแทนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะเศรษฐกิจซบเซาแบบนี้ อย่าโลภหลงไปกับตัวเลขผลกำไรที่กลุ่มมิจฉาชีพนำมาหลอกล่อ


บางคนรู้ทั้งรู้ว่าเป็นแชร์ลูกโซ่แต่พอเห็นตัวเลขกำไร ก็อดไม่ได้ที่จะเสี่ยง คนประเภทนี้ ร้อยทั้งร้อยก็เจ๊ง หมดเนื้อหมดตัว เพราะแชร์ลูกโซ่คือ ธุรกรรมที่มีไว้เชือดคนโลภ


แจ้งเบาะแสหรือต้องการตรวจสอบข้อมูลได้ที่ สศก. ถ้าตกเป็นเหยื่อแจ้งดำเนินคดีได้โดยไม่ต้องกลัวว่าเป็นผู้ร่วมกระทำผิด แจ้งได้ทุก สถานีตำรวจ


-----------------------------------------------------------------------------

ที่มา : http://www.kalathai.com/

มาสืบหาต้นตอของปัญหาระบบการศึกษากันเหอะ

หลังจากที่เพื่อนๆรู้ข้อเท็จจริงต่างๆข้างล่างนี้แล้ว ก็อยากให้มาดูข้อเสนอของฝ่ายต่างๆที่เข้ามาเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องระบบการศึกษาและลองมาเปรียบเทียบดูกับแนวนโยบายของพรรคต่างๆ แล้ววิเคราะห์แนวโน้มความเป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหาการศึกษาไทยในอนาคตนะคะ แล้วก็มาหาต้นตอของปัญหากันว่าทำไมประเทศไทยจึงแก้ไขปัญหาเรื่องระบบการศึกษาไม่ได้ซักทีทั้งๆที่มีทั้งข้อเสนอดีๆต่างๆเหล่านี้อยู่แล้ว
****************************************
การแก้จุดอ่อนการศึกษาไทย
1. ข้อเสนอธนาคารแห่งประเทศไทย
ได้แก่
1)จุดอ่อนที่เด็กอายุก่อน6ขวบซึ่งเป็นช่วงเหมาะสมที่สุดในการพัฒนา โดยธนาคารแห่งประเทศไทย มองว่าควรจะเพิ่มทั้งการอบรมสั่งสอนและการให้ความรู้ ซึ่งจะดีมากหากเพิ่มการศึกษาภาคบังคับจาก12ปี เป็น15ปี ให้เริ่มการสนับสนุนจากเด็กอายุประมาณ3ขวบ เพื่อให้เด็กไปโรงเรียนเร็วขึ้น ซึ่งรัฐบาลควรให้การอบบรมผ่านครูและการให้กินนมหรืออาหารเสริมจากโรงเรียนได้ซึ่งดีกว่าการให้เงินพ่อแม่
2) ต้องยกระดับโรงเรียนของรัฐบาลและโรงเรียนในชนบทให้เท่าเทียมกับโรงเรียนเอกชน เพื่อลดช่องว่างคนรวยและคนจนให้ห่างกันน้อยลง
3)ดูแลครูเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการเสริมความรู้ การดูแลด้านหนี้สิน และปรับโครงสร้างเงินเดือนให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้
4)ความไม่เท่าเทียมโอกาสทางการศึกษา คนภาคอีสานได้รับการศึกษาน้อยกว่าภาคอื่น และเด็กที่มีฐานะดีมีการศึกษาที่ดีกว่า
5 การลงทุนด้านงบประมาณของรัฐ ควรเน้นลงทุนในช่วงวัยเด็กเล็ก เพราะเป็นช่วงที่ทำให้เด็กมีประสิทธิภาพจากการลงทุนสูงสุด แต่ปัจจุบันไทยลงทุนด้านอุดมศึกษาสูงกว่า ไทยควรวางนโยบายการพัฒนาคนต้องกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันมากขึ้นทั้งโรงเรียน บริษัท และตลาดแรงงาน โดยใช้ระบบภาษีมาจูงใจ

2. แก้จุดอ่อนการศึกษาไทย
ข้อเสนอจากนักวิชาการศึกษา
นักวิชาการศึกษาทั้งหลายส่วนใหญ่ได้ สรุปว่าปัญหาใหญ่การศึกษาไทยอยู่ที่ผลผลิตที่ยังไม่ดีพอ คือการคิดและการอ่าน
ปัญหาด้านทักษะการคิดของไทยมี4ประการคือ
1.คิดผิด:คิดแบบเอาเปรียบ,คิดเรียนลัด,คิดเก็งกำไร
2.คิดไม่เป็น :ตามผู้อื่น,เลียนแบบ,เชื่อเพราะผู้พูดเป็นผู้ใหญ่หรือผู้อาวุโส
3.ไม่คิด: ติดนิสัยพึ่งพาผู้อื่น,เชื่อตัวบุคคล,เชื่อนักวิชาการ,เชื่อหนังสือพิมพ์โดยไม่ไตร่ตรอง
4.คิดแล้วไม่ทำ ประชุมเสร็จก็เลิกรา, ปล่อยให้คนที่รับผิดชอบไปทำคนเดียว, ไม่ช่วยระดมในรูปกลุ่ม ดังนั้น

การแก้วิธีคิดให้ถูกจุดทำได้ 2วิธีคือ
ก. ต้องสอนให้คิดได้ 10มิติ ได้แก่
1. คิดเชิงวิพากษ์ ค้นหาจุดดีจุดอ่อน
2. คิดเชิงวิเคราะห์ จำแนกแจกแจง, หาเหตุผล
3. คิดเชิงสังเคราะห์ นำข้อมูลไปรวมกันเป็นสถานการณ์ใหม่
4. คิดเชิงเปรียบเทียบ ชั่งน้ำหนัก เชื่อมโยงกับสิ่งอื่น
5. คิดเชิงมโนทัศน์ คิดถึงแก่น,หลักการ,ปรัชญา
6.คิดเชิงประยุกต์ นำไปทดลองใช้ในรูปแบบอื่น
7.คิดเชิงกลยุทธ ค้นหากลอุบายทางเลือกไปสู่ความสำเร็จ
8.คิดเชิงบูรณาการ คิดแบบผสมผสาน,ใช้ความรู้รอบด้านมาตอบ
9.คิดเชิงสร้างสรรค์ คิดสร้าง,ค้นหาสิ่งแปลกใหม่ไม่เคยมีมาก่อน และ
10.คิดเชิงอนาคต วาดไปในอนาคต คาดการณ์จะเกิดอะไรขึ้น

และแก้วิธีคิดให้ถูกจุดด้วยการสอนโดยถ่ายทอดให้เรียนรู้และคิดด้วยตนเอง ได้แก่
1. ผสมผสานสรรพวิชาเข้าด้วยกัน
2. ให้รู้จักเรื่องใกล้ตัวก่อน แล้วจึงขยายวงออกไป
3.
รู้จักตนเองก่อน จึงรู้จักผู้อื่น กลุ่มอื่น
4. นำเรื่องที่เหมาะสมกับตนเองมาก่อน ง่ายก่อน
5. ให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคม
6. ไม่ติดยึดตำรา แหล่งเรียนรู้แหล่งเดียว อ่านให้มาก
7. เปิดใจให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ไปค้นหาเพิ่มเติม
8. ทำให้ผู้เรียนรู้ว่ามีสิ่งที่รู้แล้วแต่ยังไม่รู้อีกมาก ต้องใฝ่รู้มากขึ้น
9.
สอนให้ฟังไปอ่านไปแล้วคิดตามไปด้วย

การ แก้จุดอ่อนการศึกษาไทยด้านการคิดของนักศึกษาต้องแก้ที่อาจารย์ระดับอุดมศึกษาให้เกิดการสอนแบบมืออาชีพ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ใช้การบรรยาย ซึ่งไม่ช่วยให้เกิดการกระตุ้นการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษา ตัวอาจารย์จึงต้องปรับปรุงตนเอง คือ
1.เน้นการสอนเพื่อการถ่ายทอดความรู้น้อยลง เพราะ นักศึกษาเข้าถึงแหล่งความรู้ได้หลากหลายผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่
2.เน้นพัฒนาทักษะเรียนรู้และเข้าถึงความรู้ด้วยตนเองมากขึ้น
3.เน้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียนมากขึ้น
4.เน้นพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหามากขึ้น ซึ่งเป็นจุดอ่อนของการศึกษาไทยทุกระดับและ
5.เน้นบูรณาการการเรียนกับการทำงานมากขึ้น

3. แก้จุดอ่อนการศึกษาไทยด้านการอ่าน
ศาสตราจารย์นายแพทย์ ประเวศ วะสี ได้ชี้ชัดว่าการที่คนไทยอ่านน้อยคือต้นตอวิกฤตของบ้านเมือง จึงควรแก้ไขโดย
1. ส่งเสริมให้มีชมรมรักการอ่านในทุกหมู่บ้าน
2. จัดหาหนังสือนิทานดีๆ ให้ทุกครอบครัวอ่าน โดยเฉพาะให้ลูกอ่าน
3. แจกจ่ายหนังสือเด็กเล่มแรกให้ทุกครอบครัวที่มีเด็กเกิดใหม่ เพื่อรณรงค์รักการอ่าน
4.ฟื้นฟูการอ่านในระบบการศึกษาจากอดีตที่มีวิชาการสอนย่อความ อ่านจับใจความในระบบการศึกษาทุกระดับ
5.จัดประกวดการอ่านทั้งแผ่นดินในรูปแบบเดียวกับการสอบจอหงวนของจีน ให้เกิดวัฒนธรรมเชิดชูการอ่าน
6.รัฐต้องจัดทำรายการอ่านทางสถานีโทรทัศน์ และ
7.รวบรวมศิลปินสร้างประติมากรรมสัญลักษณ์ให้ทุกวัยรักการอ่าน (ตัวอย่างที่เมืองเปียงยาง เกาหลีเหนือ มีประติมากรรมขนาดใหญ่เป็นรูปเยาวชนหนุ่มสาวถือหนังสือ พร้อมเขียนข้อความปลุกระดมให้หนุ่มสาวต้องมีหนังสือติดมือตลอดและอ่านทุกที่ทุกครั้งที่มีโอกาส)

การฝึกทักษะการอ่านเพื่อเรียนรู้ควรเป็นไปตามหลักการคือ
1.การสืบค้นสาระอ่านเพื่อสืบหรือดึงเนื้อหาที่อ่านออกมา
2.การแปลหรือตีความ เข้าใจข้อความที่อ่าน รู้ความหมาย
3.การประเมินข้อความที่ได้อ่าน นำมาคิด เปรียบเทียบ จำแนกหรือโต้แย้งจากมุมมองของตนเอง และ4. ความสามารถใช้ประโยชน์การอ่าน เช่นกางตำราทำกับข้าว อ่านฉลากก่อนกินยา การอ่านกรอกแบบฟอร์ม
ข้อเสนอการสอนเพื่อส่งเสริมการอ่าน ให้อ่านเร็ว อ่านมาก อ่านยาก อ่านทน อ่านเพราะ อ่านทำนองเสนาะ คือครูต้องปรับการสอนเน้นสื่อสารมากกว่าเน้นไวยากรณ์ เร่งงานวิจัยพัฒนาสร้างหลักสูตรวิธีสอนใหม่ๆให้ได้ผล ครูต้องเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเอง ต้องมีอุปกรณ์ช่วยสอน ต้องใช้ภูมิปัญญาของพ่อแม่ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ของลูก

3.ข้อเสนอการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยกระทรวงศึกษาธิการ (วิเคราะห์ล่าสุด ณ 23พฤศจิกายน 2550)
ปัญหาการศึกษามีสาเหตุจาก
1.คุณภาพผู้เรียนตกต่ำ
2.ขาดแคลนครูและบุคลากรทางการศึกษา
3.ยังไม่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสร้างการเรียนรู้
4.ระบบการศึกษาที่ส่งผลร้ายต่อคุณภาพการศึกษา เช่น การเลื่อนชั้นอัตโนมัติของนักเรียนขั้นพื้นฐาน ระบบเด็กฝาก
5 โรงเรียนขนาดเล็ก 1ใน 3 อ่อนล้า และ
6.ขาดส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคม

จึงต้องแก้ไขให้ถูกจุดด้วยยุทธศาสตร์หลัก 6 ประการดังนี้
1) ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน เช่นเด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการเตรียมความพร้อมอย่างน้อย 1 ปี ก่อนเข้า ป.1 ทบทวนเกณฑ์/ปรับปรุงวิธีการวัดและประเมินผลผู้เรียน เร่งทบทวนเกณฑ์การจบหลักสูตรแต่ละช่วงชั้นและระบบการเรียนแบบหน่วยกิต จัดให้มีระบบแนะแนวให้ผู้เรียนรู้จักตนเองและสาขาอาชีพต่างๆ จัดให้มีศูนย์ข้อมูลกำลังคนอาชีวศึกษา จัดให้มีระบบฐานข้อมูลสาธารณะอุดมศึกษา และจัดการส่งเสริมการอ่านให้เป็นระเบียบวาระแห่งชาติ
2)ยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา โดยขอคืนอัตราเกษียณและเกษียณก่อนกำหนด และวงเงินคืน 100% ยกเลิกระบบครูอัตราจ้าง จัดให้มีระบบคัดสรรครูที่มีคุณภาพ ปรับเกณฑ์กำหนดอัตราครูด้วยภาระงานให้ชัดเจน และมีบุคลากรสายสนับสนุนให้เหมาะสมพอเพียง และจัดให้มีสถาบันเฉพาะทางด้านการผลิตและพัฒนาครูเป็นลักษณะสถาบันระดับชาติ (National Institute of Education)
3)ยุทธศาสตร์การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา จัดทำแผนกลยุทธการใช้ICTปรับคุณภาพการสอน ช่วยแก้ปัญหาขาดครูโดยครูสอนนักเรียนจำนวนมากขึ้น ใช้การสร้างคลังข้อมูลจากโรงเรียนชั้นนำ ให้นักเรียนสร้างนวัตกรรมจาก ICT และให้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ด้วยตนเอง จะเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์National Education Network เร่งจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และระดมบริษัทเอกชนระดับโลกมาร่วมพัฒนา เช่น Intel ® Education Initiative Activities, Microsoft : Partnership in Learning, Google Apps

4)ยุทธศาสตร์การจัดระบบการศึกษาที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา ส่งเสริมสถานศึกษา พัฒนาระบบประกันคุณภาพภายใน โดยนำผลคะแนนวัดประเมินผลระดับชาติและผลคะแนนทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) มาประกอบ พัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถาบันอุดมศึกษาที่เชื่อมโยงกับการประเมินคุณภาพภายนอก จัดระบบคูปองเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้ด้อยโอกาส ขจัดระบบฝากนักเรียนและเก็บเงินบริจาค ยกเลิกระบบสอบผ่านโดยให้ซ่อมเสริมโดยเด็กอ่อนมากให้ซ้ำชั้น ระบบการสอนแบบท่องจำและสอบปรนัย และ ทบทวนระบบการรับนักเรียนทั่วไป นักเรียนเก่งพิเศษ นักเรียนพิการและนักเรียนด้อยโอกาส
5)ยุทธศาสตร์สร้างความเข้มแข็งของสถานศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพ กระจายอำนาจทั้งด้านวิชาการ บุคลากร งบประมาณและบริหารทั่วไป ส่งเสริมสถานศึกษาที่มีความพร้อมพัฒนาเป็นองค์การมหาชน ส่งเสริมธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา และการพัฒนาบทบาทนายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัยให้มีบทบาทในการบริหารและจัดการศึกษา
6)ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาคุณภาพ ให้รัฐกำหนดนโยบายและเป้าหมายที่ชัดเจนในการสนับสนุนเอกชน ชุมชน ฯลฯ เข้ามาร่วมจัดการศึกษา มีกลไกส่งเสริมสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมจัดการศึกษามากขึ้น เช่น ลดหย่อนภาษี พัฒนา ทบทวนกลไกการมีส่วนร่วมบริหารจัดการโดยองค์คณะบุคคลทั้งระดับชาติ และระดับสถานศึกษา และช่วยเหลือโรงเรียนขนาดเล็ก พัฒนา"ระบบกลุ่มโรงเรียนเป็นฐาน (School System Based Management)"
6) ยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาอย่างมีส่วนร่วม ใช้การศึกษาสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้
สร้างโอกาสแห่งการเรียนรู้ สร้างบทบาทประชาสังคม ผู้ปกครองและชุมชนร่วมสนับสนุนและตรวจสอบ ส่งเสริมสื่อเพื่อการศึกษา ส่งเสริมบทบาทธุรกิจในการศึกษา และระดมความช่วยเหลือ

<<<<<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
นโยบายทางด้านการศึกษาของพรรคการเมือง (มติชน)
พรรคประชาธิปัตย์
• 1.ให้เด็กไทยทุกคนเรียนฟรีจริงตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 อย่างมีคุณภาพ
• 2.เมื่อจบการศึกษาแล้วต้องทำงานเป็น สร้างงานได้ มีงานทำ
• 3.เพิ่มศูนย์เด็กเล็กใกล้บ้านและที่ทำงานทั่วถึง และจะโอนงบประมาณให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตามกรอบค่าใช้จ่ายต่อหน่วยที่กำหนด

พรรคพลังประชาชน
• โครงการเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา กองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับ
รายได้ในอนาคต (กรอ.)
• ให้นักเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐานเรียนฟรีและแจกอุปกรณ์หนังสือชุดนักเรียนฟรี
• ส่งเสริมให้มีการทำงานและหารายได้เพิ่มในระหว่างการศึกษา
• แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา
• ส่งเสริมศูนย์ซ่อมสร้างโดยนักศึกษาอาชีวศึกษา (Fix It Center) และพัฒนาระบบคุณวุฒิวิชาชีพอาชีวศึกษา
• สร้างคลังความรู้ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ และอุทยานเพื่อการเรียนรู้
พรรคชาติไทย
• พัฒนาทารกก่อนคลอด สร้างศูนย์เด็กเล็กในที่ทำงาน
• มีกองทุนอาหารกลางวันประจำโรงเรียน
• เปลี่ยนเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะข้าราชการครูจากแผนการสอนสู่ผลสัมฤทธิ์ของศิษย์ เปลี่ยนบันไดเงินตอบแทน เป็นระบบผลสัมฤทธิ์ และยกเว้นภาษีเงินเดือนครู
• จัดห้องเรียนเฉพาะทางเพื่อเด็กพิการ เด็กพิเศษ เด็กไร้เอกสารแสดงตัว
• เน้นกระจายอำนาจการบริหารแก่ผู้บริหาร ครู และเพิ่มเงินอุดหนุนให้กับโรงเรียนที่ผ่านและไม่ผ่านการประเมินมาตรฐานจาก สมศ.
• ส่งเสริมให้ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการ
พรรคมัชฌิมาธิปไตย
• สร้างความเท่าเทียมในการจัดการศึกษาของประเทศ
จัดให้เรียนฟรีจากระดับอนุบาลจนถึงระดับปริญญาตรีของรัฐ
• ยกมาตรฐานการศึกษาเข้าสู่ระดับสากล
• จะไม่นำมหาวิทยาลัยรัฐออกนอกระบบราชการ
• แก้ไขโครงสร้างบุคลากรทางการศึกษา
• เปลี่ยนแปลงหลักสูตรการเรียนการสอนให้มีคุณภาพมากขึ้น
• จัดให้มีสวัสดิการบุคลากรทางการศึกษาให้ดีขึ้น รวมทั้งจัดตั้งกองทุนหมุนเวียนเพื่อการศึกษาให้แก่โรงเรียนของรัฐตามขนาดของโรงเรียน
พรรคเพื่อแผ่นดิน
• นโยบายความรู้ดี มีความสุข
• มาตรฐานการศึกษาเท่าเทียมกันทั่วประเทศ
• สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ปลูกฝังรักการอ่าน
• โรงเรียนสายพันธุ์ไอ พัฒนาสื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา สร้างโอกาสการเรียนรู้สำหรับคนพิการและเด็กด้อยโอกาส
• สนับสนุนการอาชีวศึกษาเข้าถึงคอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ต
• พัฒนาครูอาจารย์ พร้อมจัดสวัสดิการที่เพียงพอ
---------------------------------------------------------------------
เพื่อนๆจะเห็นได้ว่าทุกแนวความคิดล้วนแต่เป็นความคิดที่ดีในการแก้ไขปัญหาหมด แต่ทว่ามันยังขาดอะไรบางอย่างอยู่ ทำให้ปัญหานั้นแก้ไม่ได้ซะที และในเมื่อทุกอย่างกระจ่างหมดแล้วทำไมยังต้องมีการรอให้ใครสักคนเข้าไปช่วยแก้ปัญหาหรือ ปัญหานั้นกำลังถูกแก้ไขอยู่ เพียงแต่รอ ที่จะให้มันแสดงผลหรือ ว่าจะต้องรอเยาวชนรุ่นหน้าเข้ามาสานต่อในการแก้ไขปัญหาต่อไป หรือว่า ทุกๆฝ่ายต้องร่วมมือกันล่ะ ช่วยกันคิดวิเคราะห์ที

ข้อเท็จจริงเรื่องระบบการศึกษาของประเทศไทย

เคยทราบมาว่าการจะแก้ปัญหาระดับชาติอย่างใดอย่างหนึ่งให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีจำเป็นจะต้องมี 3 สิ่งประกอบกันอย่างลงตัว ดังนี้

1. ผู้คิืดริเริ่มจะต้องมีคุณธรรม เป็นคนดี มีจิตอาสา และมีแรงบันดาลใจโดยตรงต่อชีวิตของตัวเอง ที่จะทำเรื่องๆนั้นจริงๆ

2. พวกเขาเหล่านั้นจะต้องรู้ข้อเท็จจริงอย่างถ่องแท้ เข้าใจถึงสาเหตุของปัญหา ตลอดจนผลกระทบของปัญหาและจะต้องไปหาต้นตอของการแก้ปัญหานั้นที่ไม่สัมฤทธิ์ผลในอดีตให้พบก่อน ดังสุภาษิตจีนที่ว่า "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง" รู้เขาในที่นี้ก็เปรียบเสมือนปัญหาอ่ะนะ รู้เราก็หมายถึงรู้ศักยภาพของตัวเราว่าเราทำอะไรได้มากน้อยขนาดไหน แล้วควรจะไปทำอะไร จุดไหนน่ะ

3. ความพอดี ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ยากที่สุดเลยในการแก้ปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งเลย
ตัวอย่าง เช่น ถ้าเรามี 1 และ 2 แต่เราไม่ได้ยืนอยู่ ณ จุดที่เราเข้าไปแก้ไขปัญหาได้ ความพยายามของเราที่จะแก้ไขปัญหาก็ไร้ค่า หรือ แม้กระทั่งถ้าหากคนที่มี 1 และ 2 แล้วยืนอยู่ตรงจุดนั้น แต่ไม่มีทรัพยากรและเครื่องมือที่จะช่วยแก้ปัญหา หรือขาดความร่วมมือในการแก้ปัญหานั้น ก็ไม่สามารถแก้ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น เรื่องแก้ไขปัญหาระดับชาติเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าที่จะทำได้ ซึ่งวันนี้ เพื่อนๆหลายๆคน คงจะมีข้อ 1 อยู่ในใจเรียบร้อยแล้ว แต่อาจจะขาดข้อ 2 อยู่บ้าง ซึ่งเราก็คงต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆกัน ศึกษาข้อมูลที่เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ

เริ่มกันเลยดีกว่า...........
เราต้องเข้าใจก่อนว่าเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ความคาดหวังต่อการศึกษาก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย
เริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 7 คนคาดหวังให้รู้พออ่านออกเขียนได้และสามารถประกอบอาชีพ
ยุค พ.ศ.2500 รู้เอาตัวรอดทันผู้คนในสังคม
ยุค พ.ศ. 2525 ต้องจัดการความรู้ในองค์กร
ยุค พ.ศ. 2540 สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้
ยุค พ.ศ.2550 รู้ดีเยี่ยมแข่งขันได้ในเวทีโลก และในยุคต่อไปล่ะ??? .......
ประเมินการศึกษาไทย
การประเมินผลคุณภาพหรือการจัดการศึกษาของแต่ละประเทศ สามารถดำเนินการได้หลายวิธี ตั้งแต่วิธีการที่ยุ่งยากซับซ้อน กระบวนการที่เปรียบเทียบกันระหว่างประเทศ ใช้วิธีประเมินตนเอง หรือใช้การวิจัยสังเคราะห์ ในส่วนของประเทศไทยได้มีการประเมินคุณภาพและการบริหารจัดการการศึกษาสรุปได้ดังนี้
1.ใช้ดัชนีIMD (International Institute for Management Development) วัดความสามารถแข่งขันของประเทศโดยดูจาก4องค์ประกอบ20ดัชนีซึ่งรวมสมรรถนะด้านการศึกษาไว้ด้วย องค์ประกอบที่ใช้วัดวัดความสามารถแข่งขันของประเทศ ได้แก่
1) สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ( 5 ดัชนี: 1. เศรษฐกิจภายใน 2. การค้าระหว่างประเทศ 3.การลงทุนระหว่างประเทศ 4.การจ้างงาน และ 5. ค่าครองชีพ )
2) ประสิทธิภาพของภาครัฐ (5 ดัชนี : 1. การเงินภาครัฐ 2. นโยบายการคลัง
3. กรอบดำเนินงานด้านสถาบัน 4. กฎระเบียบด้านธุรกิจและ 5. กรอบการดำเนินงานด้านสังคม)
3) ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (5 ดัชนี: 1. ผลิตภาพและประสิทธิภาพ
2. ตลาดแรงงาน 3. การเงิน 4. การบริหารจัดการ และ 5. ทัศนคติและค่านิยม )
4) โครงสร้างพื้นฐาน (5 ดัชนี: 1. โครงสร้างพื้นฐาน 2. โครงสร้างเทคโนโลยี
3. โครงสร้าง 4. สุขภาพและสิ่งแวดล้อม และ 5. การศึกษา )
ซึ่งผลการประเมินปี 2007 พบว่าประเทศไทยได้คะแนนเพียง 57.758 ห่างจากอันดับ สหรัฐอเมริกาที่ได้ร้อยคะแนนเต็มเกือบเท่าตัว
ดัชนีIMDวัดความสามารถแข่งขันของประเทศโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา ดัชนี 10 ตัว
จากดัชนีIMDด้านการศึกษาของประเทศไทยพบว่า
1)อัตราส่วนนักเรียนต่อครูประถม ครู1คนต้องรับภาระนักเรียน : ปี2550 ไทยได้อันดับที่ 43
ครู 1คน ต่อ นักเรียน 20.68 คน
2) อัตราส่วนนักเรียนต่อครูมัธยม ครู1คนต้องรับภาระนักเรียน : ปี2550 ไทยได้อันดับที่ 48
ครู 1คน ต่อ นักเรียน 21 คน
3) อัตราเข้าเรียนมัธยมสุทธิ จำนวนนักเรียนมัธยมอายุ12-17ปีที่เรียนเต็มเวลาต่อประชากรวัยเรียนเดียวกัน : ปี2550 ไทยได้อันดับที่ 46 อัตราเข้าเรียนร้อยละ 72
4) อัตราการไม่รู้หนังสือของผู้ใหญ่อายุ15ปีขึ้นไป: ปี2550 ไทยได้อันดับที่ 43 อัตราการไม่รู้หนังสือของผู้ใหญ่ร้อยละ7.4
5) การลงทุนทางการศึกษา จากค่าใช้จ่ายการศึกษาของรัฐต่อผลิตเกณฑ์มวลรวมในประเทศหรือGDP : ปี2550 ไทยได้อันดับที่42
ลงทุนการศึกษาร้อยละ4.1ของGDP
6) ผลสัมฤทธิ์อุดมศึกษา จำนวนประชากรอายุ25-34ปีที่จบอุดมศึกษา: ปี2550 ไทยได้อันดับที่39
อัตราผู้สำเร็จอุดมศึกษาร้อยละ18
7) การถ่ายโอนความรู้ระหว่างภาคธุรกิจกับมหาวิทยาลัย การศึกษาตอบสนองภาคธุรกิจ ตลาดแรงงาน : ปี2550 ไทยได้อันดับที่42 มีการถ่ายโอน 3.63 คะแนน
8) การตอบสนองความสามารถในการแข่งขันของระบบการศึกษา : ปี2550 ไทยได้อันดับที่38 การตอบสนองได้ 3.83 คะแนน
9) การตอบสนองความสามารถในการแข่งขันของการศึกษาระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยสนองต่อภาคเศรษฐกิจและการแข่งขัน : ปี2550 ไทยได้อันดับที่39 การตอบสนองได้ 4.46 คะแนน
10) ทักษะด้านภาษาที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ประกอบการ : ปี2550 ไทยได้อันดับที่48 ทักษะด้านภาษาได้ 3.71 คะแนน

2. ประเมินการศึกษาไทยด้วยวิธีของThe OECD Programme for International Student Assessment (PISA) : วัดคุณภาพนักเรียน พบว่า จากรายได้ประชาชาติ ปี2003 ประเทศไทยมีอัตราส่วนงบประมาณการศึกษาต่อรายได้ประชาชาติอยู่ในระดับค่าเฉลี่ยหรือคาบเส้น คะแนนการอ่าน ไทยลำดับที่32หรือ431คะแนนจาก41ประเทศ (ปี2000) คะแนนคณิตศาสตร์ ไทยลำดับที่ 32 จาก41ประเทศ ปี2000 คะแนนวิทยาศาสตร์ ไทยลำดับที่32 จาก41ประเทศ ปี2000 ทักษะการแก้ปัญหา ไทยลำดับที่ 34 ปี2003 และ ทรัพยากรโครงสร้างพื้นฐาน ปี2003 ไทยไม่ขาดแคลน
จากการประเมินของPISA ได้ระบุถึงปัจจัยส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กไทยดังนี้
1 ) เวลาเรียนของนักเรียนไทยน้อยกว่าที่อื่น
2) ด้าน ทรัพยากรโครงสร้างพื้นฐานเช่นงบประมาณ อาคาร สถานที่มีความสัมพันธ์ต่ำกับ คะแนนคณิตศาสตร์ แต่ ทรัพยากรการเรียนเช่นสื่อการการสอน หนังสือเรียน ส่งผลต่อผลการเรียนรู้โดยตรง
3 ) ขาดครูที่สามารถสอนได้ดี และ
4 ) ภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัว
PISAยัง พบจุดอ่อนการเขียนของนักเรียนไทยอายุ15ปีหลายประเด็นได้แก่เขียนหนังสือผิดและสะกดผิดพบมากที่สุด ใช้คำผิด ไม่สามารถแยกแยะระหว่างภาษาพูดกับภาษาเขียน เรียงประโยคไม่เป็น เขียนไม่เป็นประโยค และเรียบเรียงความคิดลงเป็นการเขียนไม่ได้ วกวน หาจุดสำคัญไม่ได้ Lack of writing skill

3. การประเมินคุณภาพการจัดการศึกษาของธนาคาร(World Bank)วัดจากการกระจายการใช้งบประมาณเพื่อการศึกษา พบว่าไทยจัด งบประมาณในระดับมัธยมศึกษาน้อยกว่าระดับอุดมศึกษา ซึ่งน่าจะปรับให้มากขึ้นในระดับมัธยมศึกษาที่เป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน
4. วัดจากงบประมาณการศึกษาในช่วงปี 2000-2008 พบว่าปี 2549 สัดส่วนต่อGDPเท่ากับร้อยละ3.41 ปี2550 สัดส่วนเท่ากับร้อยละ3.86 และ ปี2551สัดส่วนเท่ากับร้อยละ 3.32 ซี่งสรุปต่ำกว่าเกณฑ์ทุกปี แต่ยูเนสโกแนะนำงบการศึกษาต่อGDPที่เหมาะสมควรอยู่ที่ระดับสัดส่วนร้อยละ 8
5. ยูเนสโกวัดจากดัชนีการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประเทศไทยอยู่อันดับ61จาก190 ประเทศ

What’s Teacup Society?

What’s Teacup Society? Who are we? What do we do? >> http://www.teacupsociety.org/
Concern สำหรับโครงการ Teacup Society
ในอนาคตเมื่อองค์กรของเรามีคนรู้จักเพิ่มขึ้น แน่นอนว่าจะต้องมีคนสนใจมาเข้าร่วมเพิ่มขึ้นอีก แต่เราจะมีวิธีการรับสมาชิกเพิ่มอย่างไร?
1. ถ้าTeacup Society ขยายขึ้นอย่างรวดเร็ว หมายถึง มีสมาชิกมากขึ้นมากในระยะเวลาสั้น ความหลากหลายทางแนวคิดของคนในองค์กรก็จะเพิ่มมากขึ้น การบริหารจัดการก็จะยากขึ้น ความคิืดเห็นมีโอกาสแตกเป็นเสี่ยงๆ เพิ่มความยากในการบริหารแบบประชาธิปไตยโดยตรง เพราะฉะนั้นนอกจากที่ตัวองค์กรจะต้องมีเป้าหมายที่แน่ชัดแล้ว ในตัวแต่ละฝ่ายย่อยๆ ยังต้องมีพันธกิจที่ชัดด้วย และทุกฝ่ายยังต้องเข้าใจเป้าหมายตรงกัน และฝ่ายประสานงานจะเพิกเฉยละเลยต่อหน้าที่ไม่ได้เลย ทั้งนี้ก็เพื่อให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่อง และเดินไปสู่เป้าที่วางไว้ในแต่ละปี
2. ประการที่สอง ถ้าเราเลือกจะขยาย Teacup Society อย่างช้าๆ จำนวนคนที่น้อยอยู่แล้ว และอยู่กระจัดกระจายกันตามประเทศต่างๆจะเป็นอุปสรรคในการดำเนินงานหรือไม่ และImpactต่อสังคมจะมีน้อยตามจำนวนคนหรือไม่ หรือว่าจะต้องใช้เวลายาวนานนับสิบปีในการสร้างImpactให้กับสังคม?

Wednesday, August 13, 2008

วิธีการปลูกข้าว โดย นายประพาส วีระแพทย์ และวิํธีการง่ายๆในการเพิ่มผลผลิตต่อนาข้าว

การทำนา หมายถึง การปลูกข้าว การปลูกข้าวในประเทศไทยแบ่งออกได้เป็น ๓ วิธีด้วยกันดังนี้
การปลูกข้าวไร่
การปลูกข้าวนาดำ
การปลูกข้าวนาหว่าน

ถ้าเพื่อนๆอยากรู้รายละเอียดว่าเป็นไง ก็ลองคลิ๊กไปดู ซึ่งเราเองก็เพิ่งรู้เหมือนกัน

อย่างที่ผอ เราได้บอกไว้ว่าถ้าเราสามารถทำให้ชาวนาไทยผลิตข้าวได้เพิ่มสองเท่าก็น่าจะทำให้ชาวนาไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น และวิำ๊ถีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นได้
จากที่เราได้อ่านวิธีการปลูกข้าวต่างๆนี้แล้ว เราคิดว่าวิธีหนึ่งที่ชาวนาทำได้และง่ายที่สุดตอนนี้ ก็คือ "การคัดเลือกเมล็ดพันธ์ข้าว"ก่อนนำไปปลูก ในอนาคตน่าจะมีหน่วยงานที่จัดการเรื่องเมล็ดพันธ์เหล่านี้ให้ชาวนา เพราะในปัจจุบัน ชาวนาไทยไม่มีความรู้เรื่องพันธ์ข้าวอย่างแท้จริง ได้เมล็ดพันธ์มาก็นำทั้งหมดนั้นไปปลูกในนาข้าวซะเลย ไม่มีการคัดเลือกก่อน ซึ่งถ้าเรามีการคัดเลือกก่อนก็จะทำให้เพิ่มผลผลิตต่อนาไ้ด้อีกมาก ข้าวก็เหมือนพืชทั่วๆไปแหล่ะ มีทั้งยีนส์เด่นและยีนส์ด้อย ตามกฎของเมนเดล บิดาแห่งวิชาัพันธุศาสตร์บอกว่า ถ้าเราปล่อยให้พันธ์มันcrossingกันเอง เราก็จะได้ทั้งพันธ์ที่เด่นนำและพันธ์ที่ด้อยไม่น้อยเลย เพราะฉะนั้นเราจึงคิดว่าการคัดเลือกเมล็ดพันธ์ที่สมบูรณ์และนำไปปลูกเป็นกล้าก่อน และค้นหาพันธ์เด่นแท้อีกทีในอีกรุ่นหนึ่ง ก่อนนำไปปลูกในนาข้าว เราก็จะได้นาข้าวที่มีผลผลิตมากสมใจ

นี่ยังไม่รวมเรื่องการเลือกใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และการชลประทานอะไรต่างๆนะ
ใครรู้จักชาวนาช่วยนำเรื่องนี้ไปบอกที